http://www.pukaotong.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 ปุ๋ยเคมี+กรดซิลิคอน

 ปุ๋ยน้ำ

 กรดซิลิคอน

 กากชา

 สารทาหน้ายาง

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ18/06/2008
อัพเดท31/01/2013
ผู้เข้าชม694,071
เปิดเพจ1,021,972

ปุ๋ย

สินค้า

การปลูกพืช

เกี่ยวกับปุ๋ยตราภูเขาทอง

บทความ

ธาตุอาหารเสริม

ธาตุอาหารเสริม

 
 ธาตุสังกะสี (Zinc)
หน้าที่สำคัญของธาตุสังกะสีในพืช
 ช่วยให้พืชแตกใบอ่อนได้ดีขึ้น
 เสริมสร้างเมล็ด
 เสริมสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ในพืช
 เสริมสร้างการสุกการแก่ของผลไม้
 เสริมสร้างความสูงและการยืดของต้น
 ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน
 ช่วยเสริมสร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ
 มีส่วนสำคัญในระบบของเอนไซม์ที่จะไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
 มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว) ของพืช
 มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายพวกคาร์โบไฮเดรตและกระตุ้นการใช้น้ำตาลในพืช
 ทำหน้าที่เสมือนตัวต่อต้านความหนาวเย็น หรือทำหน้าที่เสมือนเป็นผ้าห่มให้แก่ต้นพืช
เมื่อมีอากาศหนาวเย็น
 ช่วยให้พืชไม่ชะงักการเจริญเติบโตเมื่อมีอากาศหนาวเย็น

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุสังกะสี
 แสดงอาการเหลืองระหว่างเส้นใบ
 เส้นกลางของใบอ่อนจะแตกเป็นเส้นย่อย ๆ
 เกิดจุดสีน้ำตาลที่ใบแก่ ต่อมาจุดสีน้ำตาลจะขยายตัวติดต่อกัน ทำให้ใบเป็นสีน้ำตาล
 พืชจะมีการเจริญเติบโตช้า หรือเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร
 ในพืชต้นเล็ก ถ้าขาดอย่างรุนแรงจะทำให้พืชตายได้
 ทำให้การสุกแก่ของผลไม้ช้ากว่าปกติ
 ทำให้ผลผลิตต่ำ

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุสังกะสี
 ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
 ในดินที่มีธาตุสังกะสีที่เป็นประโยชน์ต่ำหรือมีปริมาณน้อย
 ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสมาก
 ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนมาก
 ในดินที่ถูกน้ำกัดเซาะมาก รวมทั้งดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
 ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดินเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำ
 ในดินที่มีการไถลึก 6 นิ้ว
 ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
 ในดินที่สูญเสียธาตุสังกะสีมากหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว
 
 

 
 
ธาตุเหล็ก - IRON
          ธาตุเหล็ก จะพบในดินมากโดยทั่วไป แต่จะเป็นธาตุเหล็กที่ไม่ได้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเป็นส่วนมาก ปัญหาการขาดธาตุเหล็กของพืชไม่ใช่เกี่ยวกับปริมาณของธาตุเหล็กในดิน ปัญหาเกิดจากการไม่ละลายและความเป็นประโยชน์ต่อพืชของธาตุเหล็ก ดินที่มีความเป็นกรดมากจะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืช และดินที่มีความเป็นด่างมากก็จะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน ส่วนในดินที่มีน้ำขังจะทำให้ธาตุเหล็กมีประโยชน์ต่อพืชสูงขึ้น

หน้าที่สำคัญของธาตุเหล็กในพืช
 ช่วยเสริมสร้างความเขียวหรือสารคลอโรฟีลล์ในใบพืชแต่ไม่ได้เป็นส่วนของคลอโรฟีลล์
 ช่วยในการสังเคราะห์แสงในใบพืชได้ดี เพื่อสร้างแป้งและน้ำตาล
 ช่วยเสริมสร้างเอนไซม์ในพืชเพื่อช่วยในระบบการหายใจของพืชทำให้พืชเจริญเติบโต
 ทำหน้าที่ช่วยเหลือในการแบ่งเซลล์ของพืชเพื่อการเจริญเติบโต
 พืชต้องการเหล็กในปริมาณน้อยประมาณหนึ่งในร้อยส่วนเมื่อเทียบกับธาตุไนโตรเจน

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุเหล็ก
 ใบพืชจะมีสีซีดจางไม่เขียว แสดงอาการของสารคลอโรฟีลล์
 จะทำให้ระบบของรากพืชไม่พัฒนา
 พืชเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ
 เส้นกลางใบพืชจะมีสีซีดจาง
 ถ้าพืชขาดธาตุเหล็กในปริมาณมากจะทำให้ผลผลิตลดลง

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุเหล็ก
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป
 ในดินที่ขาดการให้ธาตุเหล็กที่เป็นประโยชน์ เช่น เหล็กคีเลท
 ในดินที่มีการไถลึก และดินที่ถูกน้ำกัดเซาะ
 ในดินที่มีความชื้นสูงและมีอุณหภูมิในดินต่ำก่อนและหลังปลูกพืช
 ในดินที่แน่นมาก เช่น ดินเหนียว
 ในดินที่ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมาก
 ธาตุเหล็กไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่ ดังนั้นเมื่อมีใบใหม่ออกมาต้องให้ธาตุเหล็กเสมอ เพื่อไม่ให้พืช
     ขาดธาตุเหล็ก
 ในช่วงที่มีอากาศเย็น ดินเย็น พืชจะดูดธาตุเหล็กได้น้อยมาก
 การฉีดพ่นธาตุเหล็กคีเลททางใบพืชจะให้ประโยชน์แก่พืชมากกว่าให้ทางดิน

 

 
 
ธาตุทองแดง - COPPER
หน้าที่สำคัญของธาตุทองแดง
 ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว)
 ทำหน้าที่เพิ่มความหวานในผลไม้
 ทำหน้าที่เพิ่มกลิ่นในผลไม้และผัก
 ทำหน้าที่เพิ่มความเข้มของสี
 เป็นตัวจักรสำคัญในการสังเคราะห์แสง
 เป็นตัวจักรสำคัญในระยะการผลิตดอกและผล
 เร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในพืช
 ผลิตเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการหายใจของพืช
 การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุทองแดง
 มีข้อใบสั้น
 ยอดที่เกิดใหม่จะแสดงอาการตายจากปลายยอดลงมา
 ใบจะมีสีซีดและจะไหม้ตายไปในที่สุด
 ในพืชพวกมะเขือ ใบจะหนาและมีสีเขียวเข้ม ใบอ่อนจะม้วนขึ้นมีจุดสีจาง ๆ และในใบแก่จะเหี่ยวเฉาเหมือน อาการขาดน้ำ
 ถ้าพืชขาดมากจะทำให้พืชเติบโตช้า

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุทองแดง
 ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.5-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
 ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง เพราะดินชนิดนี้จะไม่ยึดธาตุทองแดงไว้
 ในดินทรายที่น้ำซึมลึกพาเอาธาตุทองแดงลงไปมาก
 ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ทำให้พืชดูดธาตุทองแดงได้น้อย
 ในดินที่มีอนุมูลเป็นจำนวนมากของธาตุอะลูมินั่ม ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก ธาตุแมงกานีส
 เมื่อมีการขาดธาตุทองแดงในพืช จะทำให้พืชขาดธาตุอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งธาตุไนโตรเจน
 ธาตุทองแดงเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ดังนั้นต้องฉีดพ่นให้อยู่เสมอ เมื่อมีใบอ่อนออกมา
 พืชต้องการธาตุทองแดงในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้เพื่อการเจริญเติบโตเช่นเดียวกันกับธาตุโมลิบดีนัม
 
 

ธาตุแมงกานีส - MANGANESE
          ธาตุแมงกานีส ที่พบในดินอยู่ในรูปของแมงกานีสไดออกไซด์ และในรูปที่เป็นไฮเดรต หรือในรูปของไอออนประจุบวก(Mn2+)

หน้าที่สำคัญของธาตุแมงกานีส
 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่าง ๆ ในพืช
 ช่วยในการหายใจของพืช เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
 ช่วยสังเคราะห์แสงทำให้เกิดสารคลอโรฟีลล์(สีเขียวในพืช)
 ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานเคมี
 ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในพืชให้เป็นแป้ง เป็นน้ำตาล โดยเฉพาะในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานเพิ่มขึ้น

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมงกานีส
 แสดงอาการใบเหลือง ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต
 ใบอ่อนที่แตกออกมาจะซีดขาว
 ใบแก่มีจุดสีน้ำตาล ปลายใบแห้ง
 ใบห้อยลงและเหี่ยวเฉา
 ยอดอ่อนจะแห้งตาย
 ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อย



 เพิ่มจำนวนช่อดอก จำนวนผล
 เพิ่มคุณภาพของผลผลิต เช่น รสชาติ
 ช่วยเสริมสร้าง แป้ง และน้ำตาล
 ช่วยพัฒนาขนาดของผลและเมล็ด
 ช่วยในการผสมเกสรของดอก ป้องกันผลร่วง
 สังเคราะห์โปรตีน
 สร้างฮอร์โมนพืช
 ส่งเสริมการสุกการแก่ของผล
 ควบคุมการคายน้ำของผล
 มีบทบาทในการย่อยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต
 สร้างความต้านทานต่อความหนาวเย็นหรือเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ
 สร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคและแมลง

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโบรอน
 อาการปลายใบพืชเหลืองแล้วขยายตัวลงมาตามขอบใบลงสู่โคนใบ และจะมีจุดน้ำตาลเกิดขึ้นที่ขอบใบ
 ใบมีสีทองใบหนาหงิกงอ ในบางกรณีใบจะมีอาการโค้งงอขึ้นข้างบน
 พืชแตกกิ่งก้านสาขามากผิดปกติและส่วนยอดของกิ่งก้านจะแห้งตาย
 พืชไม่ค่อยออกดอกหรือออกดอกแต่ดอกจะไม่สมบูรณ์ ดอกผสมไม่ติดทำให้ดอกร่วง
 ในพืชผักประเภทหัวจะมีอาการเน่า
 ในพืชที่ให้ผลอยู่จะให้ผลไม่สมบูรณ์ เช่น ส้ม ความหนาของเปลือกจะไม่เท่ากัน และบูดเบี้ยวมีเมือกเหนียว
 
ธาตุโมลิบดีนัม – MOLYBDENUM
          พืชดูดโมลิบดีนัมในรูปโมลิบเดทที่เป็นอิออนประจุลบ(Mo O4 2-) การดูดใช้จะลดลงได้เมื่อมีอนุมูล ซัลเฟต(SO4 2-) มาแข่งขัน การใส่ปูนเพื่อปรับ พี-เอช ให้สูงถึง 7 จะช่วยส่งเสริมการดูดใช้โมลิบดีนัมในพืช
 
หน้าที่สำคัญธาตุโมลิบดีนัมในพืช
 ตรึงธาตุไนโตรเจนในพืชตระกูลถั่ว
 มีความสำคัญในการเปลี่ยนไนเตรทในพืชให้เป็นกรดอะมิโนเป็นโปรตีน
 เสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช
 ช่วยให้ผลไม้สุกแก่เร็วขึ้น
 ในผลไม้ที่มีสารไนเตรทสูง โมลิบดีนัมจะทำหน้าที่เปลี่ยนสารไนเตรท ให้เป็นกรด อะมิโน เป็นโปรตีน เป็นน้ำตาล

การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
 แสดงอาการขอบใบแห้งและม้วนงอ
 พื้นที่ระหว่างเส้นใบจะมีสีซีดจางและจะแห้งตายในที่สุด
 ในกรณีที่พืชต้องการ(หิว) มาก ๆ ต้นจะแคระแกรน ติดดอกเล็ก ๆ ถ้าติดผล ๆ จะร่วงอย่างรวดเร็ว
 ในผลไม้จะสุกแก่ช้ากว่าปกติ
 ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะไม่ค่อยมีรสหวาน
 
สภาพแวดล้อมที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
 ในดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-7.0 หรือ ดินเป็นกรด
 ในการใส่ปูนในดินเพื่อปลูกพืชหมุนเวียน
 เมื่อใส่ธาตุเหล็กลงไปในดินหรือฉีดพ่นธาตุเหล็ก ในดินทราย ในดินที่ใส่ปุ๋ยพวกซัลเฟต

 
 ธาตุโบรอน – BORON

หน้าที่สำคัญของธาตุโบรอนในพืช
      ปรากฏอยู่
 ในผลจะมีเนื้อในน้อยหรือผลกลวง เช่น ในผลมะเขือเทศและส้มเขียวหวาน
 ส่วนปลายของผลจะช้ำและต่อมาจะเน่า
 สำหรับผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อยกว่าปกติ
 ผลร่วงมาก

สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุโบรอน
 ในดินที่ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน
 ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 4.5-5.0 และ 7.0-8.7
 ในดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก
 ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป
 ในดินที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก
 ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมาก
 ในดินที่มีปุ๋ยฟอสฟอรัสต่ำมาก
 ในดินที่เป็นดินทราย
 ในระยะที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง
 ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ   

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

view