![]() ธาตุสังกะสี (Zinc)หน้าที่สำคัญของธาตุสังกะสีในพืช
ช่วยให้พืชแตกใบอ่อนได้ดีขึ้น เสริมสร้างเมล็ด เสริมสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ในพืช เสริมสร้างการสุกการแก่ของผลไม้ เสริมสร้างความสูงและการยืดของต้น ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน ช่วยเสริมสร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ มีส่วนสำคัญในระบบของเอนไซม์ที่จะไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว) ของพืช มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายพวกคาร์โบไฮเดรตและกระตุ้นการใช้น้ำตาลในพืช ทำหน้าที่เสมือนตัวต่อต้านความหนาวเย็น หรือทำหน้าที่เสมือนเป็นผ้าห่มให้แก่ต้นพืชเมื่อมีอากาศหนาวเย็น ช่วยให้พืชไม่ชะงักการเจริญเติบโตเมื่อมีอากาศหนาวเย็นการแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุสังกะสี แสดงอาการเหลืองระหว่างเส้นใบ เส้นกลางของใบอ่อนจะแตกเป็นเส้นย่อย ๆ เกิดจุดสีน้ำตาลที่ใบแก่ ต่อมาจุดสีน้ำตาลจะขยายตัวติดต่อกัน ทำให้ใบเป็นสีน้ำตาล พืชจะมีการเจริญเติบโตช้า หรือเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ในพืชต้นเล็ก ถ้าขาดอย่างรุนแรงจะทำให้พืชตายได้ ทำให้การสุกแก่ของผลไม้ช้ากว่าปกติ ทำให้ผลผลิตต่ำสภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุสังกะสี ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป ในดินที่มีธาตุสังกะสีที่เป็นประโยชน์ต่ำหรือมีปริมาณน้อย ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสมาก ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนมาก ในดินที่ถูกน้ำกัดเซาะมาก รวมทั้งดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดินเย็น หรือมีอุณหภูมิต่ำ ในดินที่มีการไถลึก 6 นิ้ว ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป ในดินที่สูญเสียธาตุสังกะสีมากหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้วธาตุเหล็ก - IRON
ธาตุเหล็ก จะพบในดินมากโดยทั่วไป แต่จะเป็นธาตุเหล็กที่ไม่ได้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเป็นส่วนมาก ปัญหาการขาดธาตุเหล็กของพืชไม่ใช่เกี่ยวกับปริมาณของธาตุเหล็กในดิน ปัญหาเกิดจากการไม่ละลายและความเป็นประโยชน์ต่อพืชของธาตุเหล็ก ดินที่มีความเป็นกรดมากจะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืช และดินที่มีความเป็นด่างมากก็จะทำให้ธาตุเหล็กไม่เกิดประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน ส่วนในดินที่มีน้ำขังจะทำให้ธาตุเหล็กมีประโยชน์ต่อพืชสูงขึ้น
หน้าที่สำคัญของธาตุเหล็กในพืช ช่วยเสริมสร้างความเขียวหรือสารคลอโรฟีลล์ในใบพืชแต่ไม่ได้เป็นส่วนของคลอโรฟีลล์ ช่วยในการสังเคราะห์แสงในใบพืชได้ดี เพื่อสร้างแป้งและน้ำตาล ช่วยเสริมสร้างเอนไซม์ในพืชเพื่อช่วยในระบบการหายใจของพืชทำให้พืชเจริญเติบโต ทำหน้าที่ช่วยเหลือในการแบ่งเซลล์ของพืชเพื่อการเจริญเติบโต พืชต้องการเหล็กในปริมาณน้อยประมาณหนึ่งในร้อยส่วนเมื่อเทียบกับธาตุไนโตรเจนการแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุเหล็ก ใบพืชจะมีสีซีดจางไม่เขียว แสดงอาการของสารคลอโรฟีลล์ จะทำให้ระบบของรากพืชไม่พัฒนา พืชเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ เส้นกลางใบพืชจะมีสีซีดจาง ถ้าพืชขาดธาตุเหล็กในปริมาณมากจะทำให้ผลผลิตลดลงสภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุเหล็ก ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป ในดินที่ขาดการให้ธาตุเหล็กที่เป็นประโยชน์ เช่น เหล็กคีเลท ในดินที่มีการไถลึก และดินที่ถูกน้ำกัดเซาะ ในดินที่มีความชื้นสูงและมีอุณหภูมิในดินต่ำก่อนและหลังปลูกพืช ในดินที่แน่นมาก เช่น ดินเหนียว ในดินที่ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมาก ธาตุเหล็กไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่ ดังนั้นเมื่อมีใบใหม่ออกมาต้องให้ธาตุเหล็กเสมอ เพื่อไม่ให้พืช ขาดธาตุเหล็ก
ในช่วงที่มีอากาศเย็น ดินเย็น พืชจะดูดธาตุเหล็กได้น้อยมาก การฉีดพ่นธาตุเหล็กคีเลททางใบพืชจะให้ประโยชน์แก่พืชมากกว่าให้ทางดินธาตุทองแดง - COPPER
หน้าที่สำคัญของธาตุทองแดง
ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว) ทำหน้าที่เพิ่มความหวานในผลไม้ ทำหน้าที่เพิ่มกลิ่นในผลไม้และผัก ทำหน้าที่เพิ่มความเข้มของสี เป็นตัวจักรสำคัญในการสังเคราะห์แสง เป็นตัวจักรสำคัญในระยะการผลิตดอกและผล เร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ในพืช ผลิตเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการหายใจของพืช การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุทองแดง มีข้อใบสั้น ยอดที่เกิดใหม่จะแสดงอาการตายจากปลายยอดลงมา ใบจะมีสีซีดและจะไหม้ตายไปในที่สุด ในพืชพวกมะเขือ ใบจะหนาและมีสีเขียวเข้ม ใบอ่อนจะม้วนขึ้นมีจุดสีจาง ๆ และในใบแก่จะเหี่ยวเฉาเหมือน อาการขาดน้ำ ถ้าพืชขาดมากจะทำให้พืชเติบโตช้าสภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุทองแดง ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.5-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง เพราะดินชนิดนี้จะไม่ยึดธาตุทองแดงไว้ ในดินทรายที่น้ำซึมลึกพาเอาธาตุทองแดงลงไปมาก ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ทำให้พืชดูดธาตุทองแดงได้น้อย ในดินที่มีอนุมูลเป็นจำนวนมากของธาตุอะลูมินั่ม ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก ธาตุแมงกานีส เมื่อมีการขาดธาตุทองแดงในพืช จะทำให้พืชขาดธาตุอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งธาตุไนโตรเจน ธาตุทองแดงเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ดังนั้นต้องฉีดพ่นให้อยู่เสมอ เมื่อมีใบอ่อนออกมา พืชต้องการธาตุทองแดงในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้เพื่อการเจริญเติบโตเช่นเดียวกันกับธาตุโมลิบดีนัมธาตุแมงกานีส - MANGANESE
ธาตุแมงกานีส ที่พบในดินอยู่ในรูปของแมงกานีสไดออกไซด์ และในรูปที่เป็นไฮเดรต หรือในรูปของไอออนประจุบวก(Mn2+)
หน้าที่สำคัญของธาตุแมงกานีส เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่าง ๆ ในพืช ช่วยในการหายใจของพืช เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยสังเคราะห์แสงทำให้เกิดสารคลอโรฟีลล์(สีเขียวในพืช) ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานเคมี ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในพืชให้เป็นแป้ง เป็นน้ำตาล โดยเฉพาะในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานเพิ่มขึ้นการแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมงกานีส แสดงอาการใบเหลือง ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต ใบอ่อนที่แตกออกมาจะซีดขาว ใบแก่มีจุดสีน้ำตาล ปลายใบแห้ง ใบห้อยลงและเหี่ยวเฉา ยอดอ่อนจะแห้งตาย ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อย เพิ่มจำนวนช่อดอก จำนวนผล เพิ่มคุณภาพของผลผลิต เช่น รสชาติ ช่วยเสริมสร้าง แป้ง และน้ำตาล ช่วยพัฒนาขนาดของผลและเมล็ด ช่วยในการผสมเกสรของดอก ป้องกันผลร่วง สังเคราะห์โปรตีน สร้างฮอร์โมนพืช ส่งเสริมการสุกการแก่ของผล ควบคุมการคายน้ำของผล มีบทบาทในการย่อยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต สร้างความต้านทานต่อความหนาวเย็นหรือเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ สร้างให้พืชมีความต้านทานต่อโรคและแมลงการแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโบรอน อาการปลายใบพืชเหลืองแล้วขยายตัวลงมาตามขอบใบลงสู่โคนใบ และจะมีจุดน้ำตาลเกิดขึ้นที่ขอบใบ ใบมีสีทองใบหนาหงิกงอ ในบางกรณีใบจะมีอาการโค้งงอขึ้นข้างบน พืชแตกกิ่งก้านสาขามากผิดปกติและส่วนยอดของกิ่งก้านจะแห้งตาย พืชไม่ค่อยออกดอกหรือออกดอกแต่ดอกจะไม่สมบูรณ์ ดอกผสมไม่ติดทำให้ดอกร่วง ในพืชผักประเภทหัวจะมีอาการเน่า ในพืชที่ให้ผลอยู่จะให้ผลไม่สมบูรณ์ เช่น ส้ม ความหนาของเปลือกจะไม่เท่ากัน และบูดเบี้ยวมีเมือกเหนียว ธาตุโมลิบดีนัม – MOLYBDENUM
พืชดูดโมลิบดีนัมในรูปโมลิบเดทที่เป็นอิออนประจุลบ(Mo O4 2-) การดูดใช้จะลดลงได้เมื่อมีอนุมูล ซัลเฟต(SO4 2-) มาแข่งขัน การใส่ปูนเพื่อปรับ พี-เอช ให้สูงถึง 7 จะช่วยส่งเสริมการดูดใช้โมลิบดีนัมในพืช
หน้าที่สำคัญธาตุโมลิบดีนัมในพืช ตรึงธาตุไนโตรเจนในพืชตระกูลถั่ว มีความสำคัญในการเปลี่ยนไนเตรทในพืชให้เป็นกรดอะมิโนเป็นโปรตีน เสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้ผลไม้สุกแก่เร็วขึ้น ในผลไม้ที่มีสารไนเตรทสูง โมลิบดีนัมจะทำหน้าที่เปลี่ยนสารไนเตรท ให้เป็นกรด อะมิโน เป็นโปรตีน เป็นน้ำตาลการแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม แสดงอาการขอบใบแห้งและม้วนงอ พื้นที่ระหว่างเส้นใบจะมีสีซีดจางและจะแห้งตายในที่สุด ในกรณีที่พืชต้องการ(หิว) มาก ๆ ต้นจะแคระแกรน ติดดอกเล็ก ๆ ถ้าติดผล ๆ จะร่วงอย่างรวดเร็ว ในผลไม้จะสุกแก่ช้ากว่าปกติ ในผลไม้ที่รับประทานหวานจะไม่ค่อยมีรสหวานสภาพแวดล้อมที่ขาดธาตุโมลิบดีนัม
ในดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.0-7.0 หรือ ดินเป็นกรด ในการใส่ปูนในดินเพื่อปลูกพืชหมุนเวียน เมื่อใส่ธาตุเหล็กลงไปในดินหรือฉีดพ่นธาตุเหล็ก ในดินทราย ในดินที่ใส่ปุ๋ยพวกซัลเฟต ธาตุโบรอน – BORON
หน้าที่สำคัญของธาตุโบรอนในพืช ปรากฏอยู่
ในผลจะมีเนื้อในน้อยหรือผลกลวง เช่น ในผลมะเขือเทศและส้มเขียวหวาน ส่วนปลายของผลจะช้ำและต่อมาจะเน่า สำหรับผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อยกว่าปกติ ผลร่วงมากสภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุโบรอน ในดินที่ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 4.5-5.0 และ 7.0-8.7 ในดินที่มีการซึมลึกของน้ำมาก ในดินที่ใส่ปูนมากเกินไป ในดินที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ในดินที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมาก ในดินที่มีปุ๋ยฟอสฟอรัสต่ำมาก ในดินที่เป็นดินทราย ในระยะที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ |

หน้าแรก
ปุ๋ยเคมี+กรดซิลิคอน
ปุ๋ยน้ำ
กรดซิลิคอน
กากชา
สารทาหน้ายาง
ติดต่อเรา

ธาตุสังกะสี (Zinc)
ช่วยให้พืชแตกใบอ่อนได้ดีขึ้น
หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ